Last News 

ประวัติของประเทศอิรัก ดินแดนแห่งสงคราม

‘ประเทศอิรัก’ ได้รับฉายาว่าเป็นแหล่งอารยธรรมแห่งโลก ซึ่งมีประวัติความเป็นมาอันน่าสนใจ อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมความเป็นอยู่วิถีชีวิตของประชาชนที่หลากหลาย โดยประเทศอิรักเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในตะวันออกกลาง มีกรุงแบกแดดเป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ ณ ใจกลางประเทศ จำนวน 97% ของประชากรในอิรักพบว่าจำนวน 36 ล้านคนนับถือศาสนาอิสลาม มาทำความรู้จักกับแม่น้ำ Tigris และ Euphrates โดยประเทศอิรักมีภูมิภาคตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ Tigris และ Euphrates ซึ่งเป็นแม่น้ำหลักของประเทศ ได้หลายผ่านใจกลางประเทศ ทำให้ประเทศอิรักมีความอุดมสมบูรณ์ในช่วงที่แม่น้ำไหลผ่าน ภูมิภาคระหว่างแม่น้ำ 2 สายนี้ถูกเรียกว่าMesopotamia ซึ่งนักโบราณคดีมีการวิเคราะห์พร้อมคาดการณ์ว่า ตรงจุดนี้น่าจะเป็นบ่อเกิดของอารยธรรมอันเก่าแก่ที่สุดในโลก อิรัก ณ ปัจจุบันนี้ในอดีตเคยปรากฏอยู่ในแผนที่ของชาวกรีก ซึ่งในสมัยนั้นเรียกกันว่า Mesopotamia และตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ 2 สายที่มีความสำคัญที่สุดในภูมิภาคแห่งนี้ ได้แก่… แม่น้ำ Tigris – มีความยาว 2,700 กิโลเมตรจุดเริ่มต้นของการไหลเริ่มจากทิศเหนือ ไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ โดยชาวสุเมเรียนตั้งชื่อแม่น้ำแห่งนี้ว่า ‘idigna’ แปลว่าไหลเร็วดุจลูกธนู ตามลักษณะของความรุนแรงและเชี่ยวกราดของแม่น้ำแห่งนี้ แม่น้ำ Euphrates – มีความยาว 1,900 กิโลเมตร ซึ่งความเร็วของแม่น้ำแห่งนี้ ไหลช้ากว่า แม่น้ำ Tigris เมื่อแม่น้ำสายนี้ไหลไปที่ใด ก็สร้างความอุดมสมบูรณ์และความสุขให้แก่ประชาชนตลอดเส้นทาง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ที่ราวกับโอเอซิส ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางความแห้งแล้งของทิศเหนือ, ทิศตะวันตกและทิศใต้ โดยการกำเนิดเมืองอันรุ่งเรืองในอดีต รวมทั้งวัฒนธรรมที่เรียกได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของโลก ไม่ได้มาจากแม่น้ำทั้ง 2 สายนี้เท่านั้น แต่ยังเกิดจากการที่มนุษย์ได้เล็งเห็นความเจริญในอนาคต จึงมีการพัฒนาสร้าง เหมือง, ฝาย, ทำนบ เพื่อป้องกันการทำลายอันรุนแรงของกระแสน้ำ พร้อมทั้งยังกักเก็บน้ำเพื่อเอาไว้ใช้ในฤดูเพาะปลูกทำเกษตรกรรมต่างๆ เพราะฉะนั้นจึงถือได้ว่าการทำเกษตรกรรมในภูมิภาคนี้ จัดเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยสถานที่จริงอยู่บริเวณเมืองทางตอนใต้ของอิรักย้อนไป 4,300 – 3,000 ปีก่อนคริสตกาล พื้นที่ทำเกษตรกรรมโบราณอันดับแรกของโลก โดยพืชที่มีความสำคัญคือ ข้าวสาลีกับข้าวบาร์เลย์ นอกจากนี้ยังมีหญ้าที่มีความพิเศษที่เรียกว่า Einkorn…

Read More
Last News 

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศอิรัก ที่ไม่ได้มีแค่สงคราม

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศอิรัก ถ้าคุณผู้อ่านเบื่อสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศ ที่ได้รับความนิยมเป็นจำนวนมากแล้ว วันนี้เราจะชวนคุณผู้อ่านไปท่องเที่ยวในอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งคนไทยยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ แต่ถึงจะไม่ได้ความนิยมก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี โดยสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ แหล่งอารยะธรรมของมนุษย์ในสมัยโบราณ ซึ่งมีความน่าสนใจและมีความแตกต่าง น่าไปเปิดประสบการณ์พร้อมศึกษาหาความรู้ต่างๆ ประเทศที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้ก็คือ ‘ประเทศอิรัก’ ซึ่งจะมีสถานที่น่าสนใจอย่างไรกันบ้างนั้นไปติดตามชมกันเลย 1. สุสาน Wadi Al-Salam Cemetery แห่ง Najaf สุสานแห่งนี้เป็นที่บรรจุศพชาวมุสลิมจำนวนหลายล้านคน อีกทั้งยังเป็นที่ฝังศพของบุคคลที่มีความสำคัญทางศาสนาอย่างผู้นำสารของพระอัลเลาะห์อย่าง Ali ibn Abi Talib สามีของ Fatimah Zahra บุตรสาวของ Muhammad เป็นต้น ณ ปัจจุบันนี้สถานที่แห่งนี้ ถูกจัดอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาจากองค์กร UNESCO 2. The Ahwar of Southern Iraq ตอนใต้ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบท่องเที่ยวและศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คน The Ahwar คือ สถานที่ที่เราอยากแนะนำ โดยถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 4,000 – 3,000 ปีก่อนคริสตกาล มีลักษณะเป็นดินดอนสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO แล้ว อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าคุณต้องการสำรวจซากโบราณคดีแล้วก็ห้ามพลาดเด็ดขาด 3. สวนลอยฟ้าแห่งบาบิโลน Hanging Gardens of Babylon สำหรับสวนลอยฟ้าแห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นสวนสวยระดับตำนาน ถ้าคุณมาอิรักแล้วไม่มาเยือนถือว่าพลาดเป็นอย่างยิ่ง โดยสถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างสมัยโบราณขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก แต่น่าเสียดายที่ต้องผจญกับภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวจนกระทั่งถล่มลงมา ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันจึงเหลือเพียงแต่ซากเท่านั้น แต่ถึงจะเหลือเพียงแค่ซาก แต่เพียงแค่ได้ไปยืนใกล้ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการและมนต์เสน่ห์แห่งอดีตที่หาไม่ได้ในปัจจุบันนี้ 4. สวนสัตว์แห่งกรุงแบกแดด Baghdad Zoo เอาใจคนรักสัตว์กันบ้าง สำหรับสวนสัตว์แห่งนี้มีความเป็นมาที่น่าสนใจ อีกทั้งยังเป็นสวนสัตว์ที่ได้รับความนิยมมาก ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงแบกแดด ในช่วงสมัยที่อิรักต้องเผชิญกับสงคราม จึงทำให้เหล่าสัตว์น้อย-ใหญ่ ต่างล้มตายลงและเหลือสัตว์เพียงแค่ 5% เท่านั้น แต่ต่อมาด้วยความช่วยเหลือจากหลายฝ่ายๆ สวนสัตว์แห่งนี้จึงได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่…

Read More
Last News 

ประเทศนับถือศาสนาอิสลามส่วนใหญ่ กี่ประเทศ

ศาสนาอิสลามเป็นกลุ่มศาสนาที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก จากการสำรวนในปี 2015 ศาสนาอิสลามมีผู้นับถือมากถึง 1.8 พันล้านคน คิดเป็น 24.1% ของประชากรโลก ชาวมุสลิมส่วนใหญ่เป็นหนึ่งในสองนิกาย ได้แก่ ซุนนี 1.5 พันล้านคน หรือชีอะห์ ประมาณ 240–340 ล้านคน ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มีอิทธิพลอย่างมากในเอเชียกลาง อินโดนีเซีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา รวมถึงพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของทวีปเอเชีย ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นมีความหลากหลายของชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก ซึ่งมีจำนวนมากกว่าตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือได้อย่างมาก โดยในแถบเอเชียใต้นั้นมีจำนวนประชากรชาวมุสลิมกลุ่มใหญ่ที่สุดในโลก หนึ่งในสามของชาวมุสลิมมีต้นกำเนิดจากเอเชียใต้ ศาสนาอิสลามถือเป็นศาสนาหลักในมัลดีฟส์ อัฟกานิสถาน ปากีสถาน ปาเลสไตน์ และบังคลาเทศ ในขณะที่อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดอยู่นอกกลุ่มประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ ประกอบด้วยชาวมุสลิมประมาณ 200 ล้านคน ส่วนประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดคืออินโดนีเซียที่อยู่ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวมุสลิมในแถบนี้ถือเป็นประชากรมุสลิมที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ประมาณ 15% ของชาวมุสลิมอาศัยอยู่ใน Sub-Saharan Africa และชุมชนมุสลิมขนาดใหญ่นั้นพบได้ในอเมริกา จีน รัสเซีย และยุโรปตะวันตกบางแห่งที่อาจเป็นแหล่งที่พักพิงของผู้อพยพชาวมุสลิมจำนวนมาก ซึ่งศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากศาสนาคริสต์ซึ่งคิดเป็น 6% ของประชากรทั้งหมดหรือ 24 ล้านคน ผู้คนกลุ่มนี้มักจะพบเห็นอยู่ได้ทั่วทุกมุมโลก นิกายหลักของอิสลาม ศาสนาอิสลามแบ่งออกเป็นสองนิกายที่สำคัญได้แก่ ซุนนี และ ชีอะ จากจำนวนประชากรมุสลิมทั้งหมด 87–90% เป็นซุนนี 10-13% เป็นชาวชิอะ ส่วนใหญ่ชิอะอาศัยอยู่ในสี่ประเทศหลักได้แก่ อิหร่าน อาเซอร์ไบจาน บาห์เรน อิรัก นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มอื่นอีกได้แก่ Zaydi Shi’a ที่มีประชากรเกือบมากกว่า 0.5% ของประชากรมุสลิมทั่วโลก, Musta’li Ismaili 0.1%, สุดท้ายคือกลุ่ม Taiyabi ที่อาศัยอยู่ในแคว้นสินธ์ หรือคุชราฏในเอเชียใต้ จากข้อมูลของ Pew Research Center ในปี 2010 มีมุสลิมส่วนใหญ่เป็นประชากรที่สำคัญใน 50…

Read More
Last News 

สำหรับคนจะไปเที่ยว ‘อิหร่าน’ สิ่งควรรู้ก่อนจะไปคืออะไร ?

ประเทศ ‘อิหร่าน’ จัดว่าเป็นประเทศที่น่าไปอีกประเทศหนึ่งเลย เพราะมี Land Mark สวยงามและมีประวัติศาสตร์อันยาวนานน่าค้นหา ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกหลายแห่ง และชาวอิหร่านก็มีความน่ารัก เป็นกันเองมาก คุณจะได้รับชมประวัติศาสตร์อันยาวนาน ของอาณาจักรเปอร์เซียเก่าแก่สวยงามเหนือจินตนาการ สำหรับคนใดสนใจอยากไป ‘อิหร่าน’ มาอ่านข้อมูลน่าสนใจเหล่านี้กันก่อนดีกว่า สิ่งควรรู้ก่อนจะไป ‘อิหร่าน’ ฤดูกาลแห่งความสวยงาม คือ เดือนเมษายน เดือนมีนาคม – พฤษภาคม ในประเทศอิหร่าน จัดว่าเป็นช่วงเย็นสบาย มากที่สุด เป็นฤดูกาลแห่งการเดินทางไปอิหร่าน ดอกไม้มีความสวยงามนานาพันธุ์ บานสะพรั่งเต็มเมือง เป็นช่วงสวยที่สุดของการทเดินทางในอิหร่านเลย คำแนะนำ คือ ควรจองที่พักตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะราคาห้องพักจะค่อนข้างสูงในช่วงนี้ อิหร่านมีทั้งทะเลทราย และหิมะ อิหร่านมีหิมะด้วยนะ แถมเป็นหิมะคุณภาพสูง ที่เหมาะแก่การเล่นสกีเอามากๆ จึงอยากเชิญชวนให้ผู้ที่ชื่นชอบการเล่นสกี ลองมาเปลี่ยนบรรยากาศ ไปสัมผัสสกี Resort สักครั้ง ด้วยระดับความสูง ถึง 3,957 เมตร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุง Teheran เหมาะสำหรับคนรักการผจญภัย อิหร่าน มีความโดดเด่นในเรื่องของการท่องเที่ยวครบครัน ทั้ง ประวัติศาสตร์ , สถาปัตยกรรม , วัฒนธรรม และ ภูมิประเทศอันหลากหลาย นอกจากเมืองหลักของอิหร่าน อย่างเช่น Teheran , Shiraz , Isfahan แล้ว ก็ยังมีเมืองอื่นๆ ควรค่าแก่การไปเยือนด้วยเช่นกัน ใช้เงินเป็นล้าน ‘อิหร่าน’ เป็นอีกประเทศหนึ่ง ใช้เงิน 2 สกุลเงิน 2 ระบบ ได้แก่ ระบบ Toman และ Rial ทั้ง 2 ระบบนี้ ยังคงนำมาใช้งานพร้อมกันในปัจจุบัน โดยธนบัตรจะถูกพิมพ์เป็นหน่วย Rial…

Read More
Last News 

สาเหตุที่ผู้หญิงอาหรับต้องแต่งตัวมิดชิด

ปรัชญาหรือเหตุผล ในการสวม ‘ฮิญาบ’ สำหรับสุภาพสตรีตามหลักศาสนาอิสลาม ล้วนขึ้นอยู่กับปัจจัยบางประการ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางจิตวิทยา , สถาบันครอบครัว , สังคม และจิตวิทยา โดยฮิญาบจะช่วยส่งเสริม ภาวะจิตใจแก่สังคม ในเรื่องของสถาบันครอบครัว ซึ่ง ‘ฮิญาบ’ จะช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะระหว่างสามี-ภรรยา ในเรื่องของแง่ ‘ฮิญาบ’ จะช่วยปกป้องพร้อมส่งเสริมให้ทรัพยากรทุ่มเทกับการทำงานมากยิ่งขึ้น หลักการของศาสนาอิสลามกับการแต่งการของผู้หญิง ‘ศาสนาอิสลาม’ ต้องการจำกัดความสุขทางกามอารมณ์ ไว้ในความรู้สึกของครอบครัว อันเกิดจากการสมรสซึ่งถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ด้วยการส่งเสริมให้สังคมให้เป็นพื้นที่ในการประกอบอาชีพอย่างเต็มที่ หากแต่แนวคิดนี้ สวนทางกับสังคมตะวันตกในปัจจุบัน ซึ่งมีการเชื่อมโยมระหว่างอาชีพการงานกับการปลุกเร้าทางกามอารมณ์ ซึ่ง ‘อิสลาม’ ต้องการจะแยกพื้นที่ของ 2 ปัจจัยเหล่านี้ออกจากกัน นอกจากเหตุผลดังกล่าวมาแล้ว ความเป็นสุภาพสตรี ก็มีส่วนสำคัญอันทำให้ต้องระมัดระวัง ในการแต่งกายมากเป็นพิเศษ เพราะสุภาพสตรีมีภาพลักษณ์ ในแง่ความสวยงาม ส่วนสุภาพบุรุษก็มีเอกลักษณ์ในเรื่องของการเป็นนักแสวงหา ‘ศาสนาอิสลาม’ จึงเตือนให้สุภาพสตรี มีความระมัดระวังตัว ในการเปิดเผยสรีระมากกว่า ถึงแม้ศาสนาอิสลามจะกำชับผู้ชายน้อยกว่า หากแต่ด้วยคุณสมบัติอันแตกต่างกันดังกล่าว จึงทำให้ผู้ชายมักแต่งตัวปกปิดร่างกายของตัวเองมากกว่าเสียอีก เพราะผู้ชายมักจะเกิดอารมณ์ ในการได้จ้องมองความงดงามของผู้หญิงมากกว่าจะเปิดสรีระของตนเอง ส่วนทางด้านผู้หญิงก็มักจะมีความสุขที่ได้เปิดเผยความงามของตัวเองมากกว่าการจ้องมองผู้ชาย และการที่ผู้ชายปรารถนาเช่นนั้น ก็มักจะกระตุ้นให้ฝ่ายหญิงต้องการเผยความงามออกมามากขึ้น ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลที่มีความสำคัญ ก็คือ การแต่งกายมิดชิดจะช่วยยกระดับคุณค่าให้แก่สตรีเพศ เพราะนับแต่โบราณกาลเป็นต้นมา การกำหนดพื้นที่หวงห้ามทางร่างกาย ถือเป็นเคล็ดลับที่สุภาพสตรี ใช้รักษาสถานภาพของตัวเอง ให้มีความสูงส่งเสมอ โดยอิสลามก็สนับสนุนให้ใช้วิธีดังกล่าวไว้ทุกยุคทุกสมัย ทำให้ ‘ศาสนาอิสลาม’ ดูแลให้สุภาพสตรีเดินให้มีความสง่างาม มั่นคง และรักษาความเป็นกุลสตรี รวมทั้งสอนให้หลีกเลี่ยงการเผยร่างกายในที่สาธารณะ เพราะอิสลามต้องการยกระดับคุณค่าของสุภาพสตรีให้สูงขึ้น ไม่ให้ใครมาแทะโลมได้ตามใจชอบ สรุปแล้วคือ วัตถุประสงค์ของการปกปิดเรือนร่างกายของผู้หญิง ตามหลักการที่อิสลามได้กำหนดไว้ ถือเป็นเรื่องเพิ่มพูน พร้อมรักษาเกียรติของสุภาพสตรี อย่างยิ่งยวด โดย ‘ฮิญาบ’ จะช่วยปกป้องพวกเธอให้รอดพ้นปลอดภัยจากการแทะโลมของบุคคลภายนอกผู้มักมากในกาม  จึงกล่าวได้อย่างภาคภูมิว่า ‘ฮิญาบ’ ไม่ใช่กรงขัง หากแต่เป็นรั้วที่มีความปลอดภัย ทั้งสำหรับตัวผู้หญิงเอง และสำหรับสังคมโดยรวม

Read More
Last News 

มาดูวัฒนธรรมของประเทศอิหร่านกันเถอะ !

‘ประเทศอิหร่าน’ เป็นประเทศอันเต็มไปด้วยวัฒนธรรมอันน่าหลงใหล แหล่งท่องเที่ยวอันน่าชม นอกจากนี้ผู้คนก็มีความน่ารัก เป็นมิตรกับชาวต่างชาติด้วย สำหรับวันนี้เราจะมานำเสนอเรื่องราว อันน่าสนใจของประเทศอิหร่านที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนมาให้คุณได้อ่านกันค่ะ วัฒนธรรมของประเทศอิหร่านที่น่ารู้ การขอถ่ายรูป โดยพื้นฐานแล้ว ประชาชนชาวอิหร่าน ค่อนข้างมีความเป็นมิตรกับชาวต่างชาติ ชอบเข้ามาพูดคุย ทักทาย รวมทั้งชอบขอถ่ายรูปกับคนต่างชาติ โดยกรณีอาจมีไม่บ่อยเท่าไหร่นัก แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า คุณควรปฏิเสธทุกกรณีเมื่อมีเพศตรงข้ามต้องการเข้ามาขอถ่ายรูปคู่ คุณเองก็ไม่ควรขอถ่ายรูปคู่กับเพศตรงข้าม ถึงแม้จะเป็นเพื่อนเก่า ซึ่งสถานที่ขอถ่ายรูปนั้นจะเป็นภายในอาคารหรือสถานที่พักก็ตาม เพราะตำรวจอาจขอตรวจรูป พร้อมส่งตัวคุณออกนอกประเทศได้เนื่องจาก ถือว่าเป็นการแสดงความใกล้ชิดกับผู้ไม่ใช่คู่ครอง อันเป็นความผิดตามกฎหมายของประเทศอิหร่าน ชาวต่างชาติอาจถูกจ้องมองจนรู้สึกอาย เพราะชาวต่างชาติในประเทศอิหร่าน ไม้ได้มีจำนวนมากนัก เพราะฉะนั้นเมื่อมีชาวต่างชาติปรากฏตัวบนท้องถนนในอิหร่าน ชาวอิหร่านก็จะชอบจ้องมอง จนบางครั้งคุณเกิดความรู้สึกเขินอาย หรือรู้สึกไม่ค่อยพอใจเสียเท่าไหร่นัก โดยชาวจีนได้เข้ามาทำการค้าขายและดำเนินธุรกิจมากกว่าคนชาติอื่นในแถบเอเชีย นอกจากนี้ละครทีวีเกาหลี ก็ได้รับความนิยมมากในอิหร่าน เพราะฉะนั้นเมื่อคนอิหร่านพบคนไทย จึงมักเข้าใจเหมารวมไปว่าเป็นคนจีน หรือคนเกาหลี ไปโดยปริยาย นิสัยประหยัด เพราะประชาชนชาวอิหร่าน ผ่านภาวะความยากลำบากจากสงครามมามาก ด้วยเหตุนี้ประชาชนคนอิหร่านจึงมีลักษณะนิสัยประหยัด ไม่ชอบใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายกันสักเท่าไหร่นัก ถ้าสิ่งของเสียก็จะซ่อมจนกว่าจะซ่อมไม่ได้ หากแต่อย่างไรก็ตามชาวอิหร่านเป็นชนชาติชอบรับแขกมาก โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ถ้าเป็นแขกของตนชาวอิหร่านจะต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี พร้อมแย่งออกค่าอาหารและค่าน้ำ อีกทั้งยังมีลักษณะนิสัยชอบชวนแขกหรือเพื่อนไปที่บ้าน พร้อมจัดขนมและอาหารรับแขกอย่างเต็มที่ กลิ่นมาจากอาหาร ชาวอิหร่าน เป็นอีกชนชาติหนึ่งที่รักษาความสะอาดส่วนตัวได้ค่อนข้างดี แต่อาหารหลักที่พวกเขาทานจะประกอบด้วยเครื่องเทศและหัวหอมใหญ่หลัก เมื่อเจออากาศร้อนของอิหร่าน จึงทำให้คนต่างชาติที่ไม่คุ้นเคยโดยเฉพาะจากเอเชียตะวันออก รู้สึกว่าคนอิหร่านมีกลิ่นตัวแรง ซึ่งเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ขนมปัง คือ อาหารยอดนิยม ขนมปัง มีหลายแบบให้เลือกมากมาย หากแต่ขนมปังรสชาติอร่อยและมีชื่อเสียงที่สุด คือ ‘แซงแก็ต’ ที่มีลักษณะเป็นขนมปังแผ่นแบน ใช้กรรมวิธีอบหรือย่างบนก้อนกรวดแม่น้ำ ซึ่งมีรสชาติดีมาก แต่บางครั้งอาจมีก้อนกรวดติดมากับขนมปังได้ ระวังฟันแตกให้ดี

Read More
Last News 

มาดูสิทธิ์อันน้อยนิดของผู้หญิงอิหร่าน

‘ประเทศอิหร่าน’ เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่นำกฎหมายทั่วไป มาปรับใช้กับกฎหมายอิสลามอันเคร่งครัด โดยข้อห้ามตลอดจน สิ่งควรกระทำและสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ทำให้มีความแตกต่างจากประเทศชาติอื่นๆเป็นอย่างยิ่ง โดยกฎหมายบางอย่าง ยังกีดกันไม่ให้ ‘ผู้หญิง’ เข้าไปมีบทบาทในสังคมในบางประการ ตามที่สมควรได้รับอีกด้วย สิทธิ์ของผู้หญิงอิหร่านมีข้อกฎหมายใดที่แตกต่างจากประเทศอื่นบ้าง มาดูกันเลย ผู้หญิงอิหร่านถูกห้ามในสิทธิอะไรบ้าง ? ห้ามขี่จักรยาน Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดแห่งประเทศอิหร่าน ได้ออกกฎหมายพร้อมระบุว่า ‘การที่ผู้หญิงปั่นจักรยาน นับเป็นเรื่องเสียหายและมีความน่าอับอายเป็นอย่างยิ่ง โดยผู้หญิงที่ปั่นจักรยาน มีความเสี่ยงในการมองจากผู้ชาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดเรื่องไม่ดีงามตามมาในสังคม ห้ามทำงานในร้านกาแฟ ในประเทศอิหร่าน ผู้หญิงประกอบอาชีพใดๆก็ได้ที่ถูกกฎหมาย แต่มีอยู่อาชีพหนึ่งที่เป็นข้อห้าม นั่นก็คือ อาชีพพนักงานร้านกาแฟ โดยการประกอบอาชีพนี้สำหรับผู้หญิง ถือว่ามีความผิดร้ายแรงเป็นอย่างมาก ถ้าพบเห็นจะถือว่าผิดกฎหมายอย่างรุนแรง  ห้ามสวมหมวก แต่ต้องสวมฮิจาบ เท่านั้น ห้ามไม่ให้ผู้หญิงอิหร่าน สวมหมวกทุกประเภท นอกจากการการสวมฮิจาบ ซึ่งได้รับอนุญาตตามหลักศาสนาอิสลามแล้วเท่านั้น ผู้หญิงชาวอิหร่าน เมื่ออายุครบ 9 ขวบบริบูรณ์ จะต้องคลุมผ้าปิดศีรษะเพื่อเก็บเส้นผมให้มิดชิด โดยผ้าคลุมผม หรือ ‘ฮิจาบ’ นั้น จะต้องถูกคลุมลงมาตั้งแต่ศีรษะจนถึงหน้าอก และผู้หญิงชาวอิหร่านจะต้องแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบร้อย ไม่รัดรูป ไม่เปิดเผยให้เห็นร่างกาย ส่วนผู้หญิงที่เคร่งครัดมากกว่านั้นจะสวม ‘Chador’ ทับ ซึ่งมีลักษณะเป็นผ้าคลุมสีดำผืนใหญ่ ปราศจากกระดุม สวมทับจากศีรษะลงมาคลุม ผู้หญิงสวมชาโดว์นี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ตามเมืองต่างๆของประเทศอิหร่าน ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์หย่ากับผู้ชาย แม้ว่าฝ่ายชายจะมีพฤติกรรมที่ไม่ดีขนาดไหน หากแต่ผู้หญิงก็อาจขอหย่าร้างกับสามีได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าการกระทำของสามีขัดต่อกฎหมายเท่านั้น และกฎหมายอนุญาตให้ฝ่ายชาย สามารถขอหย่าร้างจากฝ่ายหญิงได้เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ถ้าผู้หญิงโดนข่มขืน หากแต่ฟ้องร้องเว้นเสียแต่มีพยานเท่านั้น ถ้าผู้หญิงถูกข่มขืนจะไม่อาจฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ถึงแม้ว่าจะรู้ตัวของคนที่กระทำการเช่นนั้นก็ตาม เพราะกฎหมายได้ระบุเอาไว้ว่าจะฟ้องร้องได้ก็ต่อเมื่อ มีพยานที่เห็นเหตุการณ์ 4 คนขึ้นไปเท่านั้น !! เดินทางไปต่างประเทศไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าจะเดินทางไปยังประเทศไหนก็ตาม ผู้หญิงจะไม่อาจตัดสินใจเดินทางได้ด้วยตัวเองเท่านั้น หากแต่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากครอบครัวเสียก่อน แต่ถ้าแต่งงานแล้ว สามี จะต้องเป็นผู้รับรอง มิเช่นนั้นก็ไม่อาจเดินทางไปยังประเทศอื่นได้

Read More
Last News 

ส่องประวัติฟุตบอลอิหร่านเป็นอย่างไร ?

‘ฟุตบอลทีมชาติอิหร่าน’ คือ ทีมฟุตบอลประจำประเทศอิหร่าน โดยเป็นทีมที่เรียกได้ว่า ได้มีความน่าสนใจอีกทีมหนึ่งในทวีปเอเชีย โดยการคว้ารางวัลชนะเลิศ Asian Cup 3 ครั้ง ทางด้านระดับโลกฟุตบอลอิหร่าน เคยได้เข้าร่วมฟุตบอลโลกถึง 3 ครั้ง ประวัติความเป็นมาของทีมชาติอิหร่าน อันไม่ธรรมดา ‘ฟุตบอลทีมชาติอิหร่าน’ จัดเป็นทีมชาติที่มีอันดับโลก สูงสุดในทีมชาติในทวีป Asia ด้วยกันตั้งแต่เดือนธันวาคมปี ค.ศ. 2014 ในปัจจุบันนี้ พวกเขาเป็นทีมชาติซึ่งติดอันดับ 32 ของโลก จากการจัดอันดับของ FIFA ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2017 อีกด้วย ทีมชาติอิหร่าน ได้รับการยกย่องจากผลงานว่า เป็นทีมชาติที่ได้รับประสบความสำเร็จมากสุดในทวีปเอเชีย โดยพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ Tournament Asia Cup , Champion ship มาได้ถึง 3 สมัยด้วยกัน ได้แก่ ในปี 1968 ,1972 และปี 1976 ในปูมหลังที่ผ่านมาทีมชาติอิหร่าน เคยผ่านเข้ารอบสุดท้ายของ World Cup สำเร็จ 5 ครั้งด้วยกัน คือ ในปี 1978, 1998, 2006, 2014, และ 2018 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศรัสเซีย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม พวกเขายังไม่เคยเข้าสู่รอบตัดเชือกได้แม้แต่ครั้งเดียว หลังจากการผ่านเข้าสู่รอบฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายทั้งหมด นอกจากนี้พวกเขายังเคยชนะคู่แข่ง เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งในเกมนัดนั้น พวกเขาสามารถเอาชนะ ทีมชาติสหรัฐอเมริกามาด้วย สกอร์ 2-1 ในปี ค.ศ.1998 สหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน ถือกำเนิดขึ้นในปี 1920 ในปี Teheran ข้ามพรมแดนไปยัง Baky ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่การแข่งขันฟุตบอลกับทีมอิหร่าน ทีมนี้…

Read More
vgewgweg Last News 

อิหร่าน ร่วมมือ อิรัก เพื่อต่อต้าน “กลุ่มก่อการร้าย”

กลุ่มผู้ก่อการร้าย ดูจะเป็นภัยคุกคามอีกอย่างหนึ่งที่สร้างความหวาดกลัว และ สั่นสะเทือนไปทั้งโลกตั้งแต่หลังยุคปี 2000 เป็นต้นมา หลังเกิดเหตุ 9/11 ขึ้นทีสหรัฐอเมริกา กลุ่มผู้ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก หากเป็นตอนนี้ก็ต้องยอมรับกลุ่มก่อการร้ายไอซิส เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่โหดเหี้ยม แข็งแกร่งและน่ากลัวที่สุด จนทำให้หลายประเทศต้องหันมาร่วมมือกันเพื่อต่อต้านและกำจัดภัยร้ายในครั้งนี้ การจับมือเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ด้วยความแข็งแกร่งของกลุ่มผู้ก่อการร้าย นั่นทำให้กลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่เคยเป็นคู่สงครามกันมาก่อน ได้สงบลงแล้วหันมาจับมือกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ความสามัคคีระหว่างกัน ตัวอย่างเช่น อิหร่าน กับอิรัก ที่แม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีพรมแดนติดกัน เป็นเพื่อนบ้านกันแต่ก็เคยมีสงครามระหว่างกันมานาน แต่ความแข็งแกร่งของกลุ่มก่อกบฏไอเอส นั่นทำให้ อิหร่านได้ตกลงร่วมมือกับอิรักทางด้านการทหาร เพื่อสร้างความสามัคคีและความแข็งแกร่ง การร่วมมือที่ต้องจับตามอง การร่วมมือกันครั้งนี้ ต้องยอมรับสมประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเลย อิรัก แม้จะมีทรัพยากรที่ล้นเหลือจากน้ำมัน แต่หลังจากประเทศบอบช้ำมาจากสงครามตั้งแต่คราวอเมริกันบุก มาต่อเนื่องที่กลุ่มก่อกบฏอีก นั่นทำให้ประเทศอยู่ในสภาพที่ไม่ดี การที่ได้จับมือกับพันธมิตรบ้านใกล้เรือนเคียงกับ อิหร่าน น่าจะทำให้พวกเค้ามีพาร์ทเนอร์ในการต่อกรได้ ส่วนฝั่งอิหร่านเองแม้ว่าพวกเค้าจะโดนกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มไอเอส ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐาน แต่การรวมมือกับอิรักเพื่อต่อต้านไอเอสในครั้งนี้ น่าจะเป็นการตอบที่ดีที่สุดว่า อิหร่านนั้น ร่วมมือกับกลุ่มไอเอสหรือไม่ ส่วนหนึ่งที่ทำให้การร่วมมือที่ไม่คาดว่าจะเห็นนั้น เกิดขึ้นได้คือ หนึ่งอิรักได้ปลดแอกการปกครองจากซัดดัม ฮุสเซ็นที่ถือว่าเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของทางอิหร่านมาโดยตลอด และสองตอนนี้อิรักนำโดยนิกายชีอะห์ที่จะว่าไปก็เป็นเหมือนกับชาวอิหร่านด้วยเหมือนกัน นั่นทำให้พวกเค้าเริ่มที่จะกลับมาจับมือกันสร้างพันธมิตรได้อีกครั้ง ซึ่งข่าวรายงานว่าการจับมือกันครั้งนี้จะครอบคลุมในเรื่อง ความมั่นคงตามแนวชายแดน การส่งเสบียง การศึกษา และการฝึกอบรมทางทหาร ร่วมมือกันก่อนที่ไฟสงครามลุกลาม อีกหนึ่งประโยชน์ที่เกิดจากการรวมตัวกันต่อต้าน กลุ่มผู้ก่อการร้ายในครั้งนี้ อิหร่านเอง ก็คงต้องการจะจัดการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มกบฏเหล่านี้ให้ได้ เพราะหากกำจัดได้สำเร็จพวกเค้าจะได้ไม่ต้องกังวลว่ากลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้จะแผ่ขยายอิทธิพลไปยังอิหร่านที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านติดกันกับอิรัก เรียกได้ว่าไปรบช่วยอิรักก่อนที่ไฟสงครามจะลุกลามมาถึงบ้านตัวเองก็คงจะไม่ผิดนัก

Read More
โมชุล Last News 

อิรัก ประกาศชัยชนะหลัง ยึดคืน “โมชุล” คืนจากกลุ่ม is

สงครามระหว่าง อิรัก กับกลุ่มผู้ก่อการร้ายไอเอส นั้นต้องบอกว่าเป็นสงครามที่ยืดเยื้อ ยาวนานและยากลำบากมากทีเดียว ส่วนหนึ่งต้องยอมรับความแข็งแกร่งทั้งฝีมือ ยุทโธปกรณ์และน้ำเลี้ยงของกลุ่มไอเอส ว่าแข็งโป๊กมากทีเดียว อย่างไรก็ดีอิรักและพันธมิตรทางทหารก็ใช้ความพยายามต่อสู้มาเรื่อยๆจนกระทั่งสามารถเข้ายึดพื้นที่สำคัญอย่างเมือ โมซุล ได้สำเร็จ

Read More