สงครามอ่าวครั้งที่ 2Top News 

สงครามอ่าวครั้งที่ 2

สงครามอ่าว ครั้งที่ 2 หรือ เรียกกันว่า สงครามอิรัก เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศอิรัก ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2546 โดยมีการรุกรานอิรักจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งในตอนนั้นมีประธานาธิบดี คือ จอร์จ ดับเบิลยู บุชและนายกรัฐมนตรี คือ โทนี แบลร์ เป็นผู้นำ

ซึ่งในสงครามอ่าวครั้งนั้น เรียกกันว่า การยึดครองอิรัก , สงครามอ่าวครั้งที่ 2 , ปฏิบัติการเสรีภาพอิรัก โดยทหารสหรัฐ  ซึ่งสำหรับสงครามในครั้งนั้นได้มีประกาศให้สิ้นสุดลง อย่างเป็นทางการใน วันที่ 15ธันวาคม พ.ศ.2554 ถึงแม้ว่าความรุนแรงอย่างประปรายนั้นจะยังคงมีต่อไปในทั่วประเทศก็ตาม

สงครามอ่าวครั้งที่ 2

ใน พ.ศ. 2545 นั้น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ผ่านข้อมติที่ 1441 ซึ่งได้กำหนดให้อิรักนั้น ร่วมมืออย่างเต็มที่กับผู้ตรวจการอาวุธสหประชาชาติเพื่อที่จะทำการตรวจสอบว่า อิรักนั้นมิได้มีอาวุธพลังทำลายล้างสูง และขีปนาวุธร้ายแรงอยู่ในครอบครอง คณะตรวจสอบอาวุธทั้งในส่วนของคณะผู้ตรวจสอบอาวุธเคมี ชีวภาพ และ พาหะนำส่งของสหประชาชาติ ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในอิรักภายใต้ข้อกำหนดของมติสหประชาชาติ แต่ไม่พบหลักฐานของอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง  หากมิได้ดำเนินการตรวจสอบอีกหลายเดือนเพื่อพิสูจน์เป็นการสรุปถึงความร่วมมือของอิรักกับข้อกำหนดการปลดอาวุธสหประชาชาติ หัวหน้าผู้ตรวจสอบอาวุธ ฮันส์ บลิกซ์ เสนอต่อ คณะมนตรีความมั่นคงฯ ว่า  แม้ความร่วมมือของอิรักจะยังมีอยู่แต่ไม่ได้ที่จะกระทำโดยปราศจากเงื่อนไข และมิได้กระทำโดยทันทีทันใด  แถลงการณ์ของอิรักเกี่ยวข้องกับอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงนั้นไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ในขณะนั้น แต่งานที่เกี่ยวข้องกับการปลดอาวุธของอิรักนั้นสามารถเสร็จสิ้น เป็นเดือน

สงครามอ่าวครั้งที่ 2

หลังการรุกรานกลุ่มศึกษาอิรัก นำโดย สหรัฐนั้นได้สรุปว่า  อิรักได้ทำการยุติโครงการนิวเคลียร์ เคมีชีวภาพใน พ.ศ. 2543 และไม่ได้มีโครงการไดดำเนินอยู่ แต่อิรักนั้นจะเริ่มผลิตอีกเมื่อมาตรการคว่ำบาตรนั้นถูกยกเลิก แม้จะพบเศษซากอาวุธเคมีที่ถูกปลดอยู่ผิดที่หรือถูกทิ้งจากสมัยก่อน แต่ก็ไม่ใช่อาวุธหลักในการอ้างความชอบธรรมในการรุกราน  เจ้าหน้าที่ของสหรัฐบางคนนั้นยังกล่าวหาประธานาธิบดีอิรัก ซัดดัม ฮุสเซน ว่าปิดบังรวมถึงให้การช่วยเหลือแก่ อัลกออิดะฮ์ แต่ไม่เคยพบหลักฐานเชื่อมโยงถึงเลย เหตุผลอื่นในการรุกรานนั้นยังรวมไปถึง การให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ครอบครัวของมือระเบิดพลีชีพปาเลสน์ การละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลอิรัก ความพยายามเผยแพร่ประชาธิปไตยไปสู่อิรัก การรุกรานในครั้งนั้นนำไปสู่การยึดครอง และจับกุมตัวประธานาธิบดีซัดดัม ซึ่งภายหลังนั้นได้ถูกประหารโดยรัฐบาลใหม่ของอิรัก สิ่งเหล่านี้ได้นำไปสู่เหตุก่อความไม่สงบในอิรัก ในพ.ศ. 2551 นั้น มีการประเมินผู้ลี้ภัยกว่า 4.7 ล้านคน หรือ 16 % ของประชากรทั้งประเทศ 2ล้านคนนั้นหนีออกนอกประเทศ และพลัดถิ่นไปถึง 2.7 ล้านคน ก่อนหน้านั้นในพ.ศ.2550 เด็กอิรักกว่า 35 % หรือเกือบห้าล้านคน ต้องกำพร้า สถานการณ์ในด้านของมนุษยธรรมในอิรักนั้นถือได้ว่าวิกฤตที่สุดในโลก

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2552 ประธานาธิบดีคนใหม่แห่งสหรัฐ คือ บารัก โอบามา ประกาศถอนกำลังรบใน 18 เดือน โดยที่ยังคงทหารอย่างน้อย 50,000 นาย ในประเทศ เพื่อให้การแนะนำและฝึกกำลังความมั่นคงให้กับอิรัก และเพื่อจัดหาข่าวกรองและการตรวจตรา

วันที่ 21 เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2554 ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา ได้มีการประกาศว่า กองทัพของทหารและครูฝึกสหรัฐจะทำการออกจากอิรักภายในสิ้นปี ทำให้ภารกิจของสหรัฐอเมริกาในประเทศอิรักถึงคราวสิ้นสุด วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554 รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ลีออน พาเนตตา ประกาศให้สงครามอิรักยุติลงอย่างเป็นทางการ โดยจัดให้มีการทำพิธีเพื่อลดธงชาติลงในกรุงแบกแดด สำหรับจำนวนของผู้เสียชีวิตที่เกิดขึ้นต่อสงครามในครั้งนี้นั้นได้มีข้อถกเถียงกันซึ่งไม่อาจจะหาข้อสรุปจำนวนที่แท้จริงได้ แต่มีพลเรือนเสียชีวิตไปกว่าหลายแสนคนเลยทีเดียว และในปัจจุบันสำหรับประเทศอิรักนั้นก็ยังเป็นประเทศที่ไม่มีท่าทีว่าจะสงบลงเลย

Related posts