Top News 

บทบาทกองทัพสหรัฐในประเทศอิรัก

การแทรกแซงของกองทัพอเมริกันในอิรักเริ่มเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2014 เมื่อประธานาธิบดีบารัคโอบามาสั่งให้กองกำลังสหรัฐฯออกปฏิบัติการเพื่อตอบโต้การโจมตีในอิรักโดยกลุ่มติดอาวุธ ‘รัฐอิสลามของอิรักและลิแวนต์’ หรือที่เรารู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ไอซิส’ ภายใต้การร้องขอการสนับสนุนทางรัฐบาลของอิรัก กองทัพอเมริกันจึงได้เข้ามาตอบโต้การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศอิรักจากกลุ่มไอซิส

เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2014 กองกำลังไอซิสเข้าโจมตีดินแดนในภาคเหนือของอิรัก และสามารถเข้ายึดเมืองสามแห่งทางตอนเหนือที่อยู่ติดกับเขตปกครองตนเองของเคอร์ดิสถาน กองทัพสหรัฐจึงตอบสนองด้วยการส่งอาวุธไปให้กองทัพของเคิร์ด หลังจากนั้นก็เริ่มให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เช่น อาหาร น้ำ และยารักษาโรคสำหรับพลเรือนที่ต้องลี้ภัยสงครามไปหลบในภูเขา Sinjar ในวันที่ 8 สิงหาคม 2014 สหรัฐอเมริกาเริ่มเปิดฉากโจมตีทางอากาศในอิรัก จากนั้นจึงได้มีการร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรทั้ง 9 เพื่อร่วมมือกันในการปฏิบัติภารกิจโจมตีทางอากาศ

ภายในเดือนเมษายน 2015 กลุ่มติดอาวุธไอซิสต้องสูญเสียดินแดนจำนวนมากให้กับกองกำลังพันธมิตรอิรัก  เมื่อเทียบพื้นที่ของพวกเขาที่เคยยึดได้ในปี 2014 เท่ากับว่าไอซิสนั้นสูญเสียอาณาเขตของพวกเขาไปมากถึง 25–30% ซึ่งตอนนี้จึงเหลือพื้นที่ในความครอบครองเพียง 15,000 ตารางไมล์ เมื่อมีการโจมตีทางอากาศของกองทัพอเมริกามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นักสู้หลายหมื่นคนถูกสังหาร พื้นที่ส่วนใหญ่ก็ถูกกองทัพของอิรักทยอยเข้ายึดกลับคืนมา หลังจากสิ้นปี 2017 ไอซิสก็ไม่เหลือพื้นที่ของตนเองในอิรักอีกต่อไป

บทบาทของกองทัพสหรัฐฯนั้น นอกเหนือจากการเข้าแทรกแซงโดยตรงผ่านกองทัพของตนแล้ว อเมริกายังให้การสนับสนุนกองกำลังความมั่นคงของอิรักผ่านการฝึกอบรมด้านบุคลากร ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการสนับสนุน ISF ซึ่งไม่รวมการปฏิบัติการทางทหารโดยตรงได้คิดเป็นมูลค่ามากถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์ ภายในเดือนมีนาคม 2019 ทหารอิรักและเจ้าหน้าที่ตำรวจ 189,000 คนได้รับการฝึกอบรมจากกองกำลังพันธมิตร ทำให้กองกำลัง ISF และ CJTF-OIR สามารถเข้ายึดพื้นที่ประมาณ 56,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรอิรักมากกว่า 4.5 ล้านคนกลับคืนมาได้สำเร็จ

บทบาทของกองทัพสหรัฐอเมริกาก่อนหน้านี้

สหรัฐฯเคยเข้ามาปฏิบัติภารกิจต่อต้านก่อการร้ายเมื่อปี 2003 โดยเป็นผู้นำในการบุกอิรัก ซึ่งเชื่อว่าอิรักครอบครองอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธอัลกออิดะห์ ในปี 2007 กองทัพสหรัฐ อเมริกาได้ส่งกำลังทหารเข้าไปในอิรักมากถึง 170,000 นาย ก่อนที่จะถอนกำลังทหารกลับมาในปี 2011 แต่ยังคงปล่อยทหารประจำการเอาไว้ประมาณ 20,000 นาย เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันสถานที่สำคัญทั้งหลายทั่วอิรัก เช่น สถานทูต สถานกงสุล รวมถึงยามทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯหลายสิบคน นอกจากนี้ยังมีทหารรับจ้างอีกประมาณ 4,500 คน ที่ประจำการอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ในปี 2013 สหรัฐได้เริ่มนำเครื่องบินสอดแนมกลับมาใช้งานอีกครั้ง เพื่อเป็นการเฝ้าระวังภัยไม่ให้รัฐบาลอิรักตกเป็นเป้าของกลุ่มผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ

สงครามนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายมากกว่า 70,000 คน โดยแบ่งเป็นพลเรือนที่ถูกลูกหลงจากการทิ้งระเบิดในอิรัก 6,000 คน และพลเรือนที่ถูกไอซิสสังหาร 28,000 คน ทำให้ประชาชนกว่า 550,000 คนต้องย้ายที่อยู่ออกจากบ้านเกิดของตน ซึ่งรวมถึงยุทธภัณฑ์และอาคารที่ได้รับเสียหายได้แก่ รถถัง 164 คัน Humvee 388 คัน โครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน 2,638 แห่ง รถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่า 1,000 คัน นอกจากนี้ผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตสามารถแบ่งออกเป็นสัญชาติต่างๆ ได้ดังนี้

1.สหรัฐอเมริกา ทหารเสียชีวิต 69 นาย

2.ประเทศฝรั่งเศส ทหารเสียชีวิต 1 นาย

3.ประเทศอังกฤษ พลเรือนเสียชีวิต 3 นาย

4.ประเทศแคนาดา ทหาร 1 นาย ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย

5.ประเทศซาอุดิอาระเบีย ยามชายแดน 3 นาย

6.ประเทศตุรกี ทหารบาดเจ็บ 4 นาย

Related posts